รูปแบบการเมือง การปกครองของไทย '

ลักษณะการปกครองจะเป็นแบบ บิดาปกครองบุตร คือ พระมหากษัตริย์จะถือพระองค์เป็นพ่อของราษฎรมีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง ป้องกัน และส่งเสริมความสมบูรณ์พูนสุขให้ราษฎรส่วนการจัดการปกครองอาณาจักรสุโขทัย แบ่งการปกครอง ดังนี้
1.           การปกครองราชธานี
พระมหากษัตริย์ดำ เนินการปกครองเอง และเป็นศูนย์กลางการปกครองอำนาจการวินิจฉัยสั่งการอยู่ที่เมืองหลวง
2.           การปกครองส่วนภูมิภาค
 แบ่งหัวเมืองการปกครองออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. หัวเมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองหน้าด่าน หรือเมืองลูกหลวง จัดเป็นเมืองในเขตรอบพระราชธานี 4 ด้าน คือ เมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) สองแคว (พิษณุโลก) สระหลวง (พิจิตร) ชากังราว (กำ แพงเพชร)

2. หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานคร ที่มีผู้ปกครองดูแลที่ขึ้นตรงต่อสุโขทัย แต่อยู่ไกลออกไป เช่น เมืองแพรก (สรรคบุรี) อู่ทอง (สุพรรณบุรี) ราชบุรี ตะนาวศรี แพร่ หล่มสักเพชรบูรณ์ ศรีเทพเมือง

3. ประเทศราช ส่วนใหญ่เป็นเมืองที่ชาวต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม มีกษัตริย์ปกครองแต่ขึ้นกับสุโขทัยในฐานะประเทศราช เช่น นครศรีธรรมราช ยะโฮว์ ทวาย เมาะตะมะ หงสาวดี น่าน เวียงจันทน์

สมัยอยุธยา
การปกครองในสมัยอยุธยาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยได้รับอิทธิพลมจาก
ขอมและอินเดีย เป็นการปกครองแบบเทวสิทธิ์ หรือเทวราชา หรือสมมติเทพ ซึ่งถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนเจ้าชีวิต การจัดการปกครองในสมัยอยุธยา แบ่งออกได้ 3 สมัยคือ

1. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) แบ่งการปกครอง คือ

- การปกครองส่วนกลาง หรือราชธานี จัดการปกครองแบบจตุสดมภ์ ตามอิทธิพลของ
ขอมคือ
1. เวียง รับผิดชอบด้านรักษาความสงบเรียบร้อย และปราบปรามโจรผู้ร้าย
2. วัง มีหน้าที่เกี่ยวกับราชสำ นัก การยุติธรรม และตัดสินคดีต่างๆ
3. คลัง ดูแลด้านงานคลังมหาสมบัติ การค้า และภาษีต่างๆ
4. นา รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านการเกษตร

- การปกครองส่วนภูมิภาค แบ่งการปกครองออกเป็น 4 ส่วน คือ
1. เมืองหน้าด่าน สำ หรับป้องกันราชธานี 4 ทิศ คือ ลพบุรี นครนายก พระประแดง
และสุพรรณบุรี
2. หัวเมืองชั้นใน เป็นเมืองที่เรียงรายตามระยะทางคมนาคม สามารถติดต่อกับราชธานี
ได้ภายใน 2 วัน เช่น สิงห์บุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี เพชรบุรี ราชบุรี เป็นต้น
3. หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานคร ได้แก่ เมืองที่อยู่ไกลออกไปตามทิต่างๆ
เช่น โคราช จันทบุรี นครศรีธรรมราช ตะนาวศรี ฯลฯ เมืองเหล่านี้กษัตริย์จะส่งขุนนางที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง
4. หัวเมืองประเทศราช ได้แก่ มะละกา ยะโฮว์

2. สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการปรับปรุงการปกครองครั้งใหญ่และใช้มาจนสิ้นสมัยอยุธยา การปรับปรุงการปกครองที่สำ คัญ มีดังนี้

1. แบ่งแยกการปกครองออกเป็น 2 ฝ่าย คือ
1.1 การปกครองฝ่ายพลเรือน มีสมุหนายกเป็นหัวหน้า
1.2 การปกครองฝ่ายทหาร มีสมุหกลาโหมเป็นหัวหน้า
2.ยกเลิกเมืองหน้าด่านและการส่งพระราชวงศ์ไปปกครองโดยแต่งตั้งขุนนางไปปกครอง
3. จัดลำ ดับหัวเมืองชั้นนอก เป็นหัวเมืองเอก โท ตรี ตามลำ ดับความสำ คัญโดยส่งขุนนางไปปกครอง
4.หัวเมืองชั้นในมีฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อราชธานีเรียกผู้ปกครองว่าผู้รั้ง
5. จัดวางระเบียบเกี่ยวกับการกำหนดศักดินา ตำ แหน่ง ยศ และราชทินนามสำ หรับ
บุคคลที่จะเข้ารับราชการ

3. สมัยพระเพทราชา มีการเปลี่ยนแปลงจากสมัยพระบรมไตรโลกนาถเล็กน้อย โดย

เปลี่ยนระบบการควบคุมอำนาจทางทหารฝ่ายเดียวไปเป็นแบบคานอำนาจสองฝ่าย ได้แก่ สมุหนายกควบคุมดูแลหัวเมืองทางเหนือ สมุหกลาโหมดูแลหัวเมืองทางใต้ ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน

สมัยธนบุรี
การปกครองสมัยธนบุรี ยังคงปกครองตามแบบอย่างสมัยอยุธยาเป็นหลัก







สมัยรัตนโกสินทร์
การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์แบ่งได้ 3 สมัย ดังนี้

1. การปกครองสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ก่อนการปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงยึดหลักตามแบบอย่างในสมัยอยุธยาแต่ความเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระมหากษัตริย์ลดลง

2. การปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สาเหตุการปฏิรูปการปกครอง
1. เพื่อป้องกันลัทธิจักรวรรดิ์นิยม
2. เพื่อพัฒนาประเทศตามแบบอย่างอารยประเทศ 
3. เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
4. เพื่อรักษาความอยู่รอดและรักษาเอกราชให้มั่นคง

การปฏิรูปการปกครอง
1. การปรับปรุงการบริหารราชการส่วนกลาง
1.1 ยกเลิกตำแหน่งสมุหนายก  สมุหกลาโหม และตำแหน่งจตุสดมภ์
1.2 จัดตั้งกระทรวงขึ้นทั้งหมด 12 กระทรวง เมื่อ พ.. 2435 คือ
1) มหาดไทย บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ  และเมืองลาว
2) กลาโหม บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ หัวเมืองฝ่ายตะวันออกและเมืองมลายู
3)  ต่างประเทศ จัดการเกี่ยวกับการต่างประเทศ
4)  วังกิจการในพระราชวัง
5) เมืองหรือนครบาล จัดการเกี่ยวกับเรื่องตำรวจและราชทัณฑ์
6) เกษตรธิการ ว่าการเกี่ยวกับการเพาะปลูก เหมืองแร่ ป่าไม้
7) คลัง ว่าการภาษีอากรและงบประมาณแผ่นดิน
8) ยุติธรรม จัดการเรื่องชำ ระคดีและการศาล
9) ยุทธนาธิการ จัดการเกี่ยวกับเรื่องการทหาร
10) ธรรมการ ว่าการเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข และสงฆ์
11) โยธาธิการ ว่าด้วยเรื่องการก่อสร้าง ถนน คลอง การช่าง ไปรษณีย์ โทรเลข รถไฟ
12) มุรธาธิการ เกี่ยวกับการรักษาตราแผ่นดิน และระเบียบสารบรรณ
13 ตั้งสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น รัฐมนตรีสภา ประกอบ
ด้วยเสนาบดีหรือผู้แทนแต่งตั้งรวมกันไม่น้อยกว่า 12 คนจุดประสงค์เพื่อให้เป็นทีปรึกษาและคอยทัดทานอำนาจพระมหากษัตริย์
1.4 ตั้งองคมนตรีสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก มีทั้งสามัญชน ขุนนางระดับต่างๆ
และพระราชวงศ์องคมนตรีสภานี้มีฐานะรองจากรัฐมนตรีสภาเพราะข้อความที่ปรึกษา และตกลงกันในองค์มนตรีสภาแล้วจะต้องนำเข้าที่ประชุมรัฐมนตรีสภาแล้วจึงจะเสนอเสนาบดีกระทรวงต่างๆ

2. การปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาค  ยุบหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก และหัว
เมืองประเทศราชโดยให้จัดการปกครองแบบเทศาภิบาล โดยแบ่งการปกครองท้องที่ต่างๆ ออกเป็น
หมู่บ้าน ตำ บลอำเภอ เมือง (จังหวัด) และมณฑล โดยส่งข้าราชการจากส่วนกลางไปปกครอง

3. การปรับปรุงการปกครองส่วนท้องถิ่น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงจัดให้มีการบริหารงานราชการส่วนท้องถิ่นในรูปสุขาภิบาลซึ่งมีหน้าที่คล้ายเทศบาลใน
ปัจจุบัน ครั้งแรกเมื่อ พ.. 2440 โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ... สุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร..16(..2444)ขึ้นบังคับใช้ในกรุงเทพฯ
 

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
สาเหตุการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.. 2475
1. อิทธิพลแนวความคิดประชาธิปไตย ซึ่งได้รับจากประเทศตะวันตก
2. นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในประเทศตะวันตกต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น
แบบประชาธิปไตย
3. รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกตํ่าได้
คณะราษฎรประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจและพลเรือนซึ่งมีพันเอกพระพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าฯ และนายปรีดี พนมยงค์ เป็นเลขาฯได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นผลสำเร็จเช้าตรู่วันที่  24 มิถุนายน 2475

ผลการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ยกเลิกการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เปลี่ยนมาเป็นการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย   อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2. มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นหลักในการปกครองประเทศ
3.  พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชฐานะและพระราชอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
ไว้ โดยพระองค์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย โดยทางอ้อม 3 ทาง คือ
1)  อำนาจนิติบัญญัติ ผ่านทางรัฐสภา
2) อำ นาจบริหาร ผ่านทางคณะรัฐมนตรี
3) อำ นาจตุลาการ ผ่านทางศาลยุติธรรม
4. มีการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ออกเป็น 3 ส่วน คือ
1) ส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม
2) ส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด อำ เภอ ตำบล หมู่บ้าน
3) ส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วน
จังหวัด เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร


การปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน
ปัจจุบันประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
1. พระราชอำนาจในการยับยั้งพระราชบัญญัติ (...) หรือกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีนำ
ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
2. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้สำ เร็จราชการแผ่นดิน
3. พระราชอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1คน และองค์มนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คน มีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา
4.พระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

สิทธิของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
1. สิทธิที่จะพระราชทานคำ แนะนำ ตักเตือน แก่รัฐบาล รัฐสภา ศาล หรือองค์กรอื่นๆ ที่ทรงเห็นว่าจะเกิดผลเสียหายแก่บ้านเมือง
2. สิทธิที่ทรงจะได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ในฐานะที่ทรงดำ รงตำ แหน่งพระประมุขของ
ประเทศ
3. สิทธิที่จะพระราชทานคำ ปรึกษาหารือ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีปัญหาเกี่ยวกับการ
บริการราชการแผ่นดิน อาจนำ ปัญหาขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานคำ ปรึกษาได้
4. สิทธิที่จะพระราชทานการสนับสนุนการกระทำ หรือกิจการใดๆ ของรัฐหรือเอกชน
หากพระองค์ทรงเห็นว่ากิจการนั้นๆ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์

1. พิธีการและศาสนา
2. สงเคราะห์ประชาชน
3. พัฒนาสังคม
4. การเมืองการปกครอง

บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ 

1. ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน
2. ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ
3. ทรงเป็นพุทธมามะกะและอัครศาสนูปถัมภก
4. ทรงส่งเสริมความมั่นคงของประเทศ
5. ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงในประเทศ
6. ทรงมีส่วนเสริมสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
7. ทรงมีส่วนเกื้อหนุนระบอบประชาธิปไตย
8. ทรงเป็นผู้นำ ในการพัฒนาและปฏิรูปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
9. ทรงเป็นพลังในการสร้างขวัญและกำ ลังใจของประชาชน

รัฐสภาของไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. วุฒิสภา
2. สภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา
1. มีจำนวนสมาชิก 200 คน
2. มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน  3. มีวาระ 6ปี
คุณสมบัติของวุฒิสภา
1.  สัญชาติไทยโดยกำเนิด
2. อายุไม่ตํ่ากว่า 40 ปีบริบูรณ์
3. มีการศึกษาไม่ตํ่ากว่าปริญญาหรือเทียบเท่า
4. ไม่สังกัดพรรคการเมือง
5. ไม่เป็นข้าราชการประจำ
6. ไม่เป็นผู้รับสัมปทานประเภทผูกขาดจากรัฐ

อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา
1. กลั่นกรองกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร
2. ควบคุมฝ่ายบริหาร
3. ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ เช่น ก..., ..., ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ
สภาผู้แทนราษฎร มีจำ นวน 500 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเบอร์เดียว จำ นวน 400 คน
2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง (Party List) จำ นวน 100 คน

คุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1.  สัญชาติไทยโดยกำเนิด
2. อายุไม่ตํ่ากว่า 25 ปีบริบูรณ์
3. มีการศึกษาไม่ตํ่ากว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
4. ต้องสังกัดพรรคการเมือง
5. ไม่เป็นข้าราชการประจำ
6. ไม่เป็นผู้รับสัมปทานประเภทผู้ขาดจากรัฐ
7. ถ้าได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส..

อำ นาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่
1. แต่งตั้งและควบคุมฝ่ายบริหาร
2. ออกกฎหมาย
ฝ่ายบริหาร คือ   คณะรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรี   ประกอบด้วย
1. นายกรัฐมนตรี จำนวน  1 คน
2. รัฐมนตรี  จำนวนไม่เกิน 35 คน
คุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
1.  สัญชาติไทยโดยกำเนิด
2. อายุไม่ตํ่ากว่า 35 ปีบริบูรณ์
3. ไม่เป็นข้าราชการประจำ
4. ไม่เป็นผู้รับสัมปทานประเภทผูกขาดจากรัฐ
5. ถ้าเป็น ส.. ต้องลาออกจาก ส..ก่อน

การพ้นจากตำ แหน่งรัฐมนตรี มีได้หลายกรณีดังนี้
1. ยุบสภา
2. นายกรัฐมนตรีลาออก
3. ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้รับคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเกินกว่าครึ่งหนึ่ง
4 ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดทางอาญา
การบริหารงานตามกฎหมาย และตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา
1. จัดหารายได้และทำ งบประมาณรายจ่ายในการบริหารประเทศ
2. การสร้างความมั่นคง ปลอดภัย และรักษาเอกราชของชาติ
3. การสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและประเทศชาติ
4.การสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคม และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมตลอดจนเอกลักษณ์ของชาติ
5. การดำ เนินการสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับนานาอารยประเทศ
การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
1. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม
2. ระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด อำ เภอตำบล หมู่บ้าน
3. ระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น
อันเป็นการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการให้สิทธิในการปกครองตนเองของท้องถิ่น
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นไทย ปัจจุบัน 4 แบบ คือ
1. เทศบาล
2. องค์การบริหารส่วนจังหวัด
3. องค์การบริหารส่วนตำ บล
4. ลักษณะพิเศษ
1.1 กรุงเทพมหานคร
1.2 เมืองพัทยา

อำนาจตุลาการ คือ ศาล
ศาลรัฐธรรมนูญ  มีอำนาจหน้าที่สำคัญ คือ
1. วินิจฉัยกฎหมายขัดแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่
2. วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำ นาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ทางด้านกฎหมาย
องค์กรที่ทำ หน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญเรียกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และได้รับการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของวุฒิสภา
ศาลปกครองมีหน้าที่รับพิจารณาคดีที่ประชาชนยื่นฟ้องหน่วยงานราชการ ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำ ความเสียหายให้ โดยศาลปกครองมี 2 ระดับ คือ
1. ศาลปกครองชั้นต้น
2. ศาลปกครองสูงสุด
ตุลาการศาลปกครองได้รับการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภา
ศาลยุติธรรม
มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีโดยทั่วไป โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
1. ศาลชั้นต้น
2. ศาลอุทธรณ์
3. ศาลฎีกา
ศาลชั้นต้น หมายถึง ศาลที่รับพิจารณาคดีเป็นเบื้องต้นระหว่างคู่กรณีที่พิพาทกันปัจจุบัน ได้แก่
1. ศาลแพ่ง
2. ศาลอาญา
3. ศาลจังหวัด
4. ศาลแขวง
5. ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
6. ศาลแรงงาน
7. ศาลภาษีอากร
8. ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
9. ศาลล้มละลาย
.. ย่อมาจาก คณะกรรมการตุลาการ มีอำ นาจหน้าที่ แต่งตั้งโยกย้ายถอดถอนผู้พิพากษาศาลยุติธรรม ประธาน ก.. คือประธานศาลฎีกา
พรรคการเมือง หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีแนวนโยบายทางด้านการเมืองเหมือนกันแล้วจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองขึ้นมาหน้าที่ คือ
1. ดำ เนินกิจกรรมทางการเมือง เช่น ส่งคนสมัคร ส..
2. เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย
3. ควบคุมการทำ งานของรัฐบาล
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการ 1 คน และกรรมการมีหน้าที่ จัดการเลือกตั้ง ควบคุมการเลือกตั้ง ส.. และ ส.. โดยมีสมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้มีการเลือกตั้ง ส.. แบบ แบ่งเขตเบอร์เดียว
- ถ้าหากยุบสภาให้มีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน
- ถ้าหากครบวาระให้การเลือกตั้งภายใน 45 วัน
บุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีสัญชาติไทย ถ้าบุคคลมีสัญชาติไทย โดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
2. มีอายุไม่ตํ่ากว่า 18 ปี บริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่า 90 วัน
บุคคลที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีดังนี้
1. วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ
2. เป็นภิกษุสามเณร นักพรต หรือนักบวช
3. ต้องคุมขังหรือโดยหมายศาล หรือคำ สั่งที่ชอบโดยกฎหมาย
4. อยู่ในระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อดำ เนินการในกรณีต่างๆ  ดังนี้
1. เสนอร่างพระราชบัญญัติต่อรัฐสภาในหมวดสิทธิและเสรีภาพ
2. ถอดถอนข้าราชการระดับสูง หรือนักการเมืองที่ทุจริต และประพฤติมิชอบทางราชการ... ย่อมาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบทางราชการ



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น